Kyoto Styudy

สำหรับผู้ที่สนใจมาศึกษาต่อที่ญี่ปุุ่น สำหรับนักศึกษาต่างชาติในเกียวโต

STUDY KYOTO MAGAZINE

ความรู้สึกแตกต่างทางวัฒนธรรม (Culture Shock) จากประสบการณ์ของนักศึกษาในเกียวโต

ความรู้สึกแตกต่างทางวัฒนธรรม (Culture Shock) จากประสบการณ์ของนักศึกษาในเกียวโต

ความรู้สึกแตกต่างทางวัฒนธรรม หรือ Culture Shock เป็นประสบการณ์ที่ทุกคนอาจจะพบเจอนะคะ วันนี้ Study Kyoto จึงได้นัดพบกับเหล่านักศึกษาต่างชาติรุ่นพี่เพื่อพูดคุยถึงประสบการณ์เกี่ยวกับ Culture Shock ของพวกเขากัน
สำหรับผู้ที่ร่วมพูดคุยกับเราในครั้งนี้ ได้แก่ คุณแคทรีนา (จากสหรัฐอเมริกา) คุณโมโน (จากอินโดนีเซีย) คุณมุก (จากไทย) คุณฮเยจิน (จากเกาหลี) คุณเพิงเฟย (จากจีน) และคุณเยอึน (จากเกาหลี) โดยทั้ง 6 คนได้เล่าประสบการณ์เกี่ยวกับ Culture Shock ให้เราฟัง ดังนี้

คุณรู้สึก Culture Shock ที่ญี่ปุ่นตอนไหนบ้างคะ

การเดินทาง

คุณแคทรีนา: ระบบขนส่งสาธารณะแตกต่างกันมากเลยค่ะ ฉันรู้สึกแปลกใจมากเมื่อได้ยินว่านักศึกษาญี่ปุ่นหลายคนใช้เวลาเดินทางไปมหาวิทยาลัยมากกว่า 2 ชั่วโมงทุกวัน (คุณโมโนก็รู้สึกตกใจเช่นเดียวกัน) การเดินทางไปมหาวิทยาลัย 2 ชั่วโมงที่อเมริกาถือว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่ที่ญี่ปุ่นดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดานะคะ และไม่ใช่แค่นักศึกษา แต่อาจารย์หลายท่านก็เดินทางจากที่ไกล ๆ เพื่อมาทำงานด้วยเหมือนกัน พอลองคิดดูว่าต้องเดินทางขาละ 2 ชั่วโมง วันนึงก็ต้องใช้เวลาอยู่บนรถเมล์หรือรถไฟราว ๆ 4 ชั่วโมง สำหรับฉันคิดว่าค่อนข้างลำบากทีเดียวเลยค่ะ
เพื่อนของฉันบอกว่า เวลาอยู่บนรถไฟ พวกเขาอาจจะหลับบ้าง อ่านหนังสือบ้าง หรือบางคนอาจจะทำอะไรที่ตัวเองชอบ แต่ที่อเมริกา การเดินทางระยะไกลมักจะเป็นการเดินทางโดยการขับรถยนต์ส่วนตัวเสียมากกว่า ดังนั้นจึงทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้เลย ซึ่งที่ญี่ปุ่นนั้น เมื่อขึ้นรถไฟแล้วก็จะใช้เวลาช่วงที่เดินทางนั้นทำอย่างอื่นได้ ถึงแม้ว่า 2 ชั่วโมงอาจจะค่อนข้างนานแต่ก็สามารถใช้เวลานั้นทำสิ่งอื่น ๆ ได้ จึงคิดว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่นะคะ

คุณโมโน: ที่โรงเรียนมัธยมในอินโดนีเซีย ถ้าหากพูดถึงระยะเวลาในการเดินทางไปโรงเรียนแล้วมีคนตอบว่า 1 ชั่วโมง ทุกคนก็จะคิดว่าค่อนข้างลำบากแล้ว
ถ้าเทียบกับประเทศอื่น การใช้งานขนส่งสาธารณะเพื่อเดินทางไปโรงเรียนในญี่ปุ่นถือว่ามีขอบเขตค่อนข้างกว้างมากเลยทีเดียวครับ

คุณฮเยอึน: ฉันรู้สึกแปลกใจในช่วงแรกที่ได้ยินว่าหลายคนขี่จักรยานค่ะ ที่เกาหลีเราก็ขี่จักรยานนะคะ แต่ก็ไม่ถึงกับขี่ไปมหาวิทยาลัยเหมือนที่ญี่ปุ่นค่ะ

IMG_3547

Honne (ใจจริง) กับ Tatemae (สิ่งที่แสดงออก)

สำหรับคำว่า “Honne” ในภาษาญี่ปุ่นหมายถึงสิ่งที่ผู้พูดคิดหรือรู้สึกจริง ส่วนคำว่า “Tatemae” นั้นหมายถึงสิ่งที่ผู้พูดพูดออกมา ซึ่งอาจจะไม่เหมือนกับสิ่งที่คิด หรือ Honne ก็ได้ค่ะ

คุณมุก : Culture Shock สำหรับฉันคือเรื่อง Honne กับ Tatemae ค่ะ ช่วงแรก รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจยากมาก เช่น เพื่อนคนญี่ปุ่นจะรู้ว่าฉันชอบไปคาราโอเกะค่ะ เลยมักจะพูดกับฉันว่าเอาไว้คราวหน้าเราไปคาราโอเกะด้วยกันนะแต่โดยที่เขาไม่ได้เคยบอกว่าจริง แล้วอยากไปหรือเปล่า ฉันก็เลยเดาไม่ถูกว่าที่เขาพูดนี่กำลังชวนฉันไปคาราโอเกะจริง หรือว่าไม่ใช่กันแน่

IMG_3569

คุณแคทรีนา : เพื่อนของฉันมักจะพูดว่าเดี๋ยวเลี้ยงข้าวนะ!” (หัวเราะ) แต่บางทีก็แค่พูดเฉย นะคะ แบบนี้ก็มีอยู่บ่อย เหมือนกัน

คุณฮเยจิน : ไม่แน่ใจว่าอันนี้เกี่ยวกับเรื่อง Honne กับ Tatemae หรือเปล่านะคะ ฉันคิดว่าคนญี่ปุ่นหลายคนมักจะรู้ว่าคนรอบตัวรู้สึกยังไง หรือรู้ว่าคู่สนทนาจะมีปฏิกิริยายังไง คนเกาหลีอาจจะเป็นคนตรง มากกว่า เช่น ช่วงสมัครงานที่เกาหลี เพื่อน ก็มักจะพูดคุยถามไถ่กันว่าได้รับการตอบรับเข้าทำงานจากที่ไหนกันบ้างเป็นเรื่องปกติค่ะ แต่ที่ญี่ปุ่นจะไม่มีการพูดคุยเรื่องนี้เลย ฉันรู้สึกแปลกใจมากค่ะ ตอนแรกก็คิดว่าทุกคนไม่สนใจเรารึเปล่านะ แต่จริง ทุกคนน่าจะไม่อยากทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดหรือไม่สบายใจเลยไม่ถามเรื่องนี้มากกว่า

ยิ่งช่วงสอบที่เกาหลีนะคะ บรรยากาศกลับกันกับที่ญี่ปุ่นเลยทีเดียว พอทักทายกันแล้วทุกคนก็จะถามกันทันทีว่าได้คะแนนเท่าไหร่น่ะค่ะ

 

วิธีการเรียนหนังสือ

คุณโมโน : ผมรู้สึก Culture Shock เกี่ยวกับการที่ห้องสมุดไม่ได้เปิดตลอด 24 ชั่วโมงครับ ปิดบ่อยจนแอบคิดเล่น ว่าไม่อยากให้ผมอ่านหนังสือหรือเปล่า

คุณแคทรีนา : ปิดสามทุ่มหรือสี่ทุ่มนี่ค่อนข้างเร็วไปจริง ค่ะ

คุณโมโน : ขนาดช่วงสัปดาห์ก่อนสอบยังปิดเลยนะครับ

คุณแคทรีนา : ฉันคิดว่านักศึกษาญี่ปุ่นอาจจะชอบอ่านหนังสือที่บ้านมากกว่านะคะ แต่ฉันอยากอ่านที่ห้องสมุดมากกว่า และฉันคิดว่าการที่นักศึกษาญี่ปุ่นสามารถอ่านหนังสือเรียนที่บ้านได้ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก ที่อเมริกาคิดว่าไม่น่าจะมีคนอยากอ่านหนังสือเรียนที่บ้านเลยค่ะ เพราะการอ่านหนังสือที่ห้องสมุดจะทำให้เรามีสมาธิกับการอ่านหนังสือได้เต็มที่